เจาะลึก 8 ขั้นตอนการจัดฟันครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มจนถอดเครื่องมือ (ฉบับมือใหม่)
การตัดสินใจเพื่อจัดฟันครั้งแรก มักจะมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องขั้นตอนการจัดฟัน ที่มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน เริ่มจากขั้นตอนการปรึกษาแพทย์ การตรวจสุขภาพช่องปาก การเอกซเรย์และวางแผน เคลียร์ช่องปาก ติดเครื่องมือ การดูแลตัวเองในระหว่างการจัดฟัน การพบแพทย์ตามนัดเพื่อปรับเครื่องมือ ถอดเครื่องมือและการใส่รีเทนเนอร์ โดยในการจัดฟันจะใช้ระยะเวลาโดยรวมประมาณ 1.5-3 ปี ขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของแต่ละเคส
ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังจะจัดฟันครั้งแรกและยังมีข้อสงสัยในเรื่องของการจัดฟันครั้งแรกในบทความนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดฟัน การเตรียมตัว และราคาใช้จ่ายในการจัดฟันไว้ให้แล้วดังนี้
Key Takeaways
- การจัดฟันสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะใหญ่ ๆ คือ ขั้นตอนการวางแผน กระบวนการจัดฟัน และการคงสภาพฟัน ซึ่งสามารถแตกแยกย่อยได้อีก 8 ขั้นตอนย่อย
- ก่อนจัดฟันจะต้องมีการเคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อยแล้วติดเครื่องมือ เช่น การขูดหินปูน อุดฟัน หรือถอนฟันในบางเคสก่อนติดเครื่องมือจัดฟัน
- วันติดเครื่องมือจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไม่เจ็บและอาจรู้สึกไม่ชินหรือปวดตึงได้ในช่วง 3-5 วันแรก
- หลังติดเครื่องมือแล้วแพทย์จะมีการนัดปรับเครื่องมือในทุก ๆ 4-6 สัปดาห์
- หลังจัดฟันเสร็จและถอดเครื่องมือไม่ใช่การสิ้นสุด แต่หลังทำจะต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟัน
- ก่อนติดเครื่องมือจัดฟันจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากราคาแพ็กเกจการจัดฟัน เช่น การเคลียร์ช่องปาก การเอกซเรย์เป็นต้น
ทำไมต้องรู้ขั้นตอนการ & การเตรียมตัวก่อนจัดฟันครั้งแรก
การศึกษาข้อมูลขั้นตอนการจัดฟันอย่างละเอียดให้ถี่ถ้วนล่วงหน้าก่อนการจัดฟัน จะช่วยลดความกังวลใจและความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่จัดฟันครั้งแรกได้ และยังทำให้เราสามารถมีการวางแผน การเตรียมใจ เตรียมเวลาทั้งเวลาในการรักษาและเวลามาพบแพทย์ รวมถึงเตรียมค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นยังช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมกับการรับมือจากความเจ็บในการจัดฟันได้ดียิ่งขึ้น
ภาพรวม Timeline & ค่าใช้จ่าย 8 ขั้น
📷 จุดแทรกรูปประกอบ #1 — แทนที่ด้วย Image block
*ราคาและระยะเวลาด้านล่างนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณเพื่อทำให้มองเห็นภาพรวม ทั้งนี้ราคา ระยะเวลาจะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของสุขภาพฟันแต่ละคนรวมไปถึงราคาโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก
| ขั้นตอน | ระยะเวลาที่ใช้ | ความถี่ในการพบแพทย์ | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| 1. ปรึกษาแพทย์ | 30-45 นาที | ครั้งเดียวในตอนเริ่มต้น | ฟรี-500 บาท |
| 2. ตรวจสุขภาพช่องปาก | 30 นาที | ครั้งเดียว | 500-1,000 บาท |
| 3. X-ray และ พิมพ์ปาก | 45-60 นาที | ครั้งเดียว | 2,000-4,000 บาท |
| 4. เคลียร์ช่องปาก | 2-4 สัปดาห์ | 1-3 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับแต่เคส) | 1,000-10,000 บาทขึ้นไป |
| 5. ติดเครื่องมือจัดฟัน | 1-2 ชั่วโมง | 1-2 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์) | ตามเงื่อนไขของแต่ละคลินิก |
| 6. ดูแลตัวเองระหว่างจัดฟัน | ตลอดเวลาการจัดฟัน | ตลอดเวลาในการจัดฟัน | – |
| 7. มาตามนัดปรับเครื่องมือ | จนกว่าฟันจะเข้าที่ตามแผนการรักษา | ทุก 4-6 สัปดาห์ | จ่ายรายเดือนตามแพ็กเกจของแต่ละคลินิก |
| 8. ถอดเครื่องมือ และใส่รีเทนเนอร์ | 1-1.5 ชั่วโมง | วันถอดเครื่องมือ 1 ครั้งและนัดเช็กอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง | ถอดเครื่องมือฟรี แต่มีค่ารีเทนเนอร์ประมาณ 3,000-6,000 บาท |
| รวมตลอดคอร์ส | ประมาณ 1.5-3 ปี | ขึ้นกับระดับความซับซ้อนของเคส และวินัยในการเข้าพบแพทย์ | ประมาณ 43,000-75,000 บาท (ขึ้นอยู่สภาพฟัน) |
8 ขั้นตอนการจัดฟันครั้งแรก (แบบละเอียด)
การจัดฟันจะแบ่งออกได้เป็น 8 ขั้นตอนย่อย ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีรายละเอียดดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 : การปรึกษาหรือประเมินกับทันตแพทย์เฉพาะทางด้านการจัดฟัน
เป็นขั้นตอนที่คนไข้จะต้องเข้าพบทันตแพทย์เฉพาะทางด้านการจัดฟัน เพื่อให้แพทย์ทำการประเมินปัญหาของฟันว่าเหมาะสมกับการจัดฟันหรือไม่ โดยจะมีการอธิบายแนวทางการรักษาว่าหากจัดฟันจะต้องมีแผนการอะไรบ้าง ทั้งการเตรียมตัว ระหว่างทำ และหลังจัดฟัน รวมไปถึงแจ้งราคาค่าใช้จ่ายแบบภาพรวม เพื่อให้คนไข้ทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจทำ
ข้อดีของการปรึกษาก่อนเริ่มจัดฟัน
- ได้ทราบถึงปัญหา ระดับความซับซ้อนของเคส และทราบว่าเราเหมาะกับการจัดฟันหรือไม่
- ทำให้มองเห็นภาพรวมของแผนการรักษาไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นได้อย่างละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
- สามารถถามข้อมูลสงสัยกับทันตแพทย์ได้อย่างตรง ๆ ก่อนตัดสินใจ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ถี่ถ้วนและถูกต้องที่สุด
ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจสุขภาพช่องปากก่อนเริ่มจัดฟัน
หลังจากที่ตัดสินใจจะจัดฟันและทราบถึงผลการประเมินของทันตแพทย์แล้ว จะเป็นขั้นตอนการตรวจสุขภาพช่องปากทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตรวจเหงือก หินปูน ฟันผุและปัญหาช่องปากอื่น ๆ ที่ต้องจัดการก่อนเริ่มจัดฟัน
ข้อดีของการตรวจสุขภาพช่องปากก่อน
- ช่วยให้แพทย์มองเห็นรอยโรคหรือปัญหาที่ซ่อนอยู่ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
- ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาฟันผุที่อาจลุกลามขึ้นได้ในระหว่างจัดฟัน
- ช่วยประเมินงบประมาณในการรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 : X-ray, พิมพ์ปาก และการวางแผนการรักษาเฉพาะเคส
ขั้นตอนนี้จะเป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์โครงสร้างของกระดูกขากรรไกรและรูปหน้า ควบคู่ไปกับการพิมพ์ปากหรือสแกนฟันแบบ 3 มิติ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นถึงโครงสร้างทั้งหมด และนำมาประมวลผลเพื่อวางแผนการเคลื่อนที่ของตัวฟัน พร้อมต้องแจ้งว่าเราจำเป็นที่จะต้องถอนฟันด้วยหรือไม่
ข้อดีของการวางแผนเฉพาะเคส
- ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาให้เหมาะกับโครงสร้างของใบหน้าเราได้
- ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นปัญหาฟันที่เห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า เช่น ฟันฝัง
- ทำให้แพทย์สามารถออกแบบแผนการเคลื่อนฟันได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และลดความเสี่ยงของการเกิดรากฟันละลายได้
ขั้นตอนที่ 4 : เคลียร์ช่องปากก่อนติดเครื่องมือ
เป็นขั้นตอนการจัดการปัญหาช่องปากให้เรียบร้อยก่อนติดเครื่องมือจัดฟัน เช่น การขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน รักษารากฟัน ตามการประเมินของแพทย์
ข้อดีของการเคลียร์ช่องปากอย่างละเอียด
- เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุที่ลุกลามขึ้นได้ในระหว่างการจัดฟัน หรือหลังจากติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว
- ถือเป็นการดูแลสุขภาพช่องปากไปในตัว
- เพราะหากพบปัญหาฟันผุหลังจากที่จัดฟันไปแล้วจะทำให้การรักษายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 : ติดเครื่องมือจัดฟัน
จะเป็นขั้นตอนการติดอุปกรณ์การจัดฟันตามประเภทการจัดฟันที่เลือก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก่อนติดเครื่องมือแพทย์จะมีการทำความสะอาดผิวฟันและใช้น้ำยาเฉพาะในการติดลวดและตัวแบร็กเก็ต (Brackets) ลงบนซี่ฟันทีละซี่ก่อน ซึ่งในบางคลินิกอาจจะมีการคิดเครื่องมือแบบทีเดียวหรือฟันบนและล่างพร้อมกัน แต่ก็มีบางคลินิกที่ติดแยกฟันบนและล่างในคนละวันกัน ซึ่งในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
สิ่งที่ต้องเจอหลังติดเครื่องมือ
ในช่วง 3-5 วันแรกอาจพบอาการตึงหรือปวดบริเวณที่ฟันได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเพราะเครื่องมือจัดฟันเริ่มออกแรงเคลื่อนฟันแล้ว สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือการ การเตรียมขี้ผึ้งจัดฟัน (wax) เอาไว้เพื่อปิดในจุดที่เครื่องมือมีการเสียดสีกับผิวในช่องปาก และหากพบอาการปวดมาก ๆ สามารถทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ได้
ขั้นตอนที่ 6 : เตรียมพร้อมเรื่องเวลา วินัย และการดูแลตัวเอง
เป็นขั้นตอนหลังจากที่ติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว ซึ่งคนไข้เองจะต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง เช่น หมั่นทำความสะอาดฟัน แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน เลี่ยงการทานอาหารที่แข็ง เหนียว เคี้ยวยาก หรือหากแพทย์ให้ใส่ยางดึงก็ใส่ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ข้อดีของการมีวินัยระหว่างจัดฟัน
- ช่วยป้องกันฟันผุในระหว่างการจัดฟัน
- ช่วยทำให้ฟันเคลื่อนที่ตามแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
- ช่วยลดโอกาสเครื่องมือหลุดหรือชำรุดในระหว่างจัดฟันที่ทำให้อาจจะต้องเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มได้
ขั้นตอนที่ 7 : พบทันตแพทย์เพื่อติดตามหรือปรับเครื่องมือ
หลังจากที่ติดเครื่องมือเสร็จแล้ว ทันตแพทย์จะมีการนัดคนไข้เข้ามาพบเป็นระยะ ๆ ประมาณทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ (หรือในบางเคสอาจนานถึง 8 สัปดาห์) เพื่อตรวจดูความคืบหน้าของการรักษา การเปลี่ยนยาง เปลี่ยนลวด หรือปรับแรงดึงตามการเคลื่อนที่ของฟัน ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
- ระยะการจัดเรียงฟัน : เป็นการค่อย ๆ จัดเรียงฟันให้เข้าแถวและมีระดับที่เสมอกัน
- ระยะการแก้การสบฟัน : เป็นการปิดช่องห่าง และปรับการสบฟันบนและล่าง อาจจะต้องมีการใช้ยางดึงฟันเพื่อช่วยเสริมแรงในบางเคส
- ระยะการปรับแบบละเอียด : เป็นการปรับตำแหน่งฟันและการสบฟันให้เรียบร้อยก่อนถอดเครื่องมือ
ข้อดีของการมาตามนัดทุกครั้ง
- ทำให้ทันตแพทย์ควบคุมแรงในการเคลื่อนที่ของฟันได้ตามแผน
- ในกรณีเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการรักษาสามารถแก้ไขได้ทัน
- ทำให้ระยะเวลาในการรักษาเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ขั้นตอนที่ 8 : ถอดเครื่องมือจัดฟัน
หลังจากที่ฟันเข้าที่ตามแผนการรักษาแล้ว ทันตแพทย์จะทำการถอดเครื่องมือจัดฟันออก พร้อมขัดคราบกาวที่เคลือบบนผิวฟัน ในบางรายอาจมีการดูแลช่องปาก เช่น การขูดหินปูนเพิ่มเติมตามการประเมินของแพทย์ จากนั้นก็จะทำการพิมพ์ปากหรือสแกนฟันสำหรับทำรีเทนเนอร์
ถอดเครื่องมือจัดฟันแล้วยังไม่จบ : เนื่องจากฟันพึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะขยับหรือเคลื่อนตัวได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันฟันล้มหรือฟันเคลื่อน
สิ่งที่คนมักไม่รู้ หรือพลาดในการจัดฟันครั้งแรก
- จะต้องมีการเคลียร์ช่องปากก่อนไม่ใช่การติดเครื่องมือจัดฟันได้ทันที ซึ่งทำให้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาแพ็กเกจจัดฟัน
- 3-5 วันแรกอาจพบอาการปวดตึงฟันได้ จึงแนะนำให้ทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
- ควรขอขี้ผึ้งจัดฟันมีติดบ้านไว้ เผื่อในกรณีที่เครื่องมือมีการเสียดสีที่แก้มจนมีบาดแผลได้
- ยางจัดฟันที่แพทย์ใช้มีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกใช้เอง
- การจัดฟันบางครั้งอาจจะต้องใส่อุปกรณ์เพิ่ม เช่น มุดเพื่อช่วยตึงตัวฟัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกเคสโดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสม
- การถอดเครื่องมือจัดฟันไม่ใช่จุดจบ เพราะต้องใส่รีเทนเนอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์
เช็กลิสต์การเตรียมตัวในวันติดเครื่องมือ
📷 จุดแทรกรูปประกอบ #2 — แทนที่ด้วย Image block
- แนะนำทานอาหารให้อิ่มก่อนไปติดเครื่องมือ เพราะติดแรก ๆ อาจจะรู้สึกไม่ชินได้
- แนะนำให้แปรงฟันและขัดฟันให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการ
- เผื่อเวลาในการติดเครื่องมืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
- เตรียมแปรงฟันขนนุ่ม หรือแปรงฟันสำหรับคนจัดฟันไว้
- เตรียมอาหารอ่อนไว้ทานในช่วง 2-3 วันแรก
- แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการทานยาแก้ปวดให้เหมาะสมกับแต่ละคน
ขั้นตอนการดูแลหลังจัดฟัน
หลังจากที่จัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ห้ามละเลยอย่างเด็ดขาดนั้นก็คือ “การใส่รีเทนเนอร์ (Retainer)” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยคงสภาพฟันไม่ให้เคลื่อนตัวกลับหรือฟันล้มได้ ซึ่งปัจจุบันรีเทนเนอร์มีอยู่ 2 แบบหลัก ๆ คือ
- แบบที่ถอดได้ ซึ่งแบบนี้ก็สามารถแยกออกได้อีก 2 แบบหลัก ๆ คือ แบบลวด (Hawley Retainer) และแบบใส (Clear Retainer)
- แบบที่ใส่ติดแน่นด้านในฟัน จะเป็นการติดเครื่องมือไว้ด้านในของฟันคล้ายกับการจัดฟัน แต่ว่าจะไม่สามารถมองเห็นรีเทนเนอร์จากภายนอกได้
ทำไมต้องใส่รีเทนเนอร์
เนื่องจากหลังจากฟันเสร็จ ส่วนเหงือกและกระดูกรอบฟันยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่ของฟัน จึงจำเป็นที่จะต้องใส่รีเทนเนอร์ที่ยึดฟันไว้ที่เดิมไม่ให้เคลื่อนเพื่อรอให้เหงือกและกระดูกปรับเข้ากับตำแหน่งใหม่ของฟันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากไม่ใส่ก็อาจมีโอกาสที่ต้องจัดฟันซ้ำรอบ 2 ได้
ต้องใส่นานแค่ไหน
โดยทั่วไปแล้วทันตแพทย์จะแนะนำให้ใส่ตลอดเวลาในช่วงแรก โดยถอดออกแค่ตอนทานอาหารและตอนแปรงฟันเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงค่อย ๆ ลดลงเป็นใส่แค่ตอนนอนเท่านั้น และจะมีการนัดติดตามเป็นระยะซึ่งการนัดแพทย์นั้นจะเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแล
การดูแลรีเทนเนอร์
- ล้างทำความสะอาดทุกวันด้วยแปรงขนนุ่มและน้ำสะอาด
- ไม่ควรแช่รีเทนเนอร์ในน้ำร้อน เพราะอาจทำให้เสียรูปได้
- หลังจากถอดให้เก็บใส่กล่องให้เรียบร้อยป้องกันการสูญหาย
- พกรีเทนเนอร์ไปด้วยทุกครั้งที่แพทย์นัด
- หากรีเทนเนอร์หัก แตก หรือใส่แล้วไม่พอดีให้รีบติดต่อกลับที่คลินิกอย่างทันที
- สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดรีเทนเนอร์เพื่อลดกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ได้ ตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลช่องปากหลังจัดฟัน
- ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
- เลือกใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์
- ควรเข้าตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนในทุก ๆ 6 เดือน
- ควรใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: จัดฟันเจ็บไหม?
A: ในตอนติดเครื่องมืออาจไม่พบอาการเจ็บ แต่จะรู้สึกเจ็บในช่วงที่มีการดึงลวดหรือปรับเครื่องมือ ซึ่งอาการเจ็บจะพบในช่วง 3-5 วันแรกเท่านั้นจากนั้นอาการก็จะค่อย ๆ หายดีขึ้นตามลำดับ
Q: ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนจัดฟัน?
A: แนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์เพื่อทราบถึงรายละเอียดการจัดฟันที่แน่ชัด และหมั่นดูแลความสะอาดช่องปากให้ดี เพื่อป้องกันฟันผุที่อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ รวมไปถึงศึกษาข้อมูลรายละเอียดการจัดฟัน เตรียมงบประมาณให้ครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายแฝง หรือหากต้องการทราบราคาที่แน่ชัดควรนัดเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ทราบก่อนตัดสินใจทำได้
Q: จำเป็นต้องถอนฟันไหม?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของฟันและโครงสร้างขากรรไกรของแต่ละคน ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแจ้งคนไข้เองว่าจะต้องถอนฟันหรือไม่
Q: ราคารวมค่าจัดฟันเท่าไหร่?
A: ราคาจะขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันที่เลือกใช้ ทำให้ราคามีตั้งแต่ 30,000-200,000 บาท โดยหากต้องการทราบราคาที่แน่ชัดจำเป็นจะต้องเข้าปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโดยเฉพาะ เนื่องจากราคาอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของเคส อุปกรณ์เครื่องมือที่เลือกใช้ ค่าเคลียร์ช่องปาก รวมไปถึงโปรโมชั่นแพ็กเกจจัดฟันของแต่ละคลินิกร่วมด้วย
Q: จัดฟันครั้งแรกกี่ขั้นตอน?
A: จัดฟันครั้งแรกจะมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนด้วยกันตามรายละเอียดด้านบน ซึ่งทั้งนี้ในคนไข้แต่ละคนอาจจะมีขั้นตอนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มเข้ามาได้ขึ้นอยู่กับปัญหาสภาพฟันของคนไข้แต่ละคน รวมไปถึงแผนการรักษาของทันตแพทย์แต่ละคนร่วมด้วย
บทสรุปขั้นตอนการจัดฟัน
การจัดฟันมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มจากขึ้นตอนการปรึกษา วางแผนการรักษา เคลียร์ช่องปาก ติดเครื่องมือ การดูแลตัวเองระหว่างจัดฟัน การมาตามนัดแพทย์เพื่อปรับเครื่องมือไปจนถึงการถอดเครื่องมือและใส่รีเทนเนอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1.5-3 ปีขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของแต่ละเคส ซึ่งในการจัดฟันทุกรูปแบบสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือการศึกษาข้อมูลรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการทำให้ถี่ถ้วนหรือเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อทราบถึงปัญหาและแนวทางการจัดฟันให้เหมาะสมกับเรา เพื่อให้สามารถเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเวลาและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม
หากท่านใดมีความประสงค์อยากจะจัดฟัน แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน แนะนำให้เข้าปรึกษากับทันตแพทย์ของ Seoul Dental Clinic เพื่อประเมินสภาพฟันและอธิบายแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยสามารถติดต่อสำรองคิวหรือสอบถามได้ทาง

