ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
โปรโมชั่น
ทันตแพทย์เฉพาะทาง · ทันตกรรมสไตล์เกาหลี · เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. @seouldental 02-123-4567

เจาะลึก 8 ขั้นตอนการจัดฟันครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มจนถอดเครื่องมือ (ฉบับมือใหม่)

[ รูปภาพหน้าปกบทความ (Feature image) ]

การตัดสินใจเพื่อจัดฟันครั้งแรก มักจะมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องขั้นตอนการจัดฟัน ที่มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน เริ่มจากขั้นตอนการปรึกษาแพทย์ การตรวจสุขภาพช่องปาก การเอกซเรย์และวางแผน เคลียร์ช่องปาก ติดเครื่องมือ การดูแลตัวเองในระหว่างการจัดฟัน การพบแพทย์ตามนัดเพื่อปรับเครื่องมือ ถอดเครื่องมือและการใส่รีเทนเนอร์ โดยในการจัดฟันจะใช้ระยะเวลาโดยรวมประมาณ 1.5-3 ปี ขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของแต่ละเคส

ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังจะจัดฟันครั้งแรกและยังมีข้อสงสัยในเรื่องของการจัดฟันครั้งแรกในบทความนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดฟัน การเตรียมตัว และราคาใช้จ่ายในการจัดฟันไว้ให้แล้วดังนี้

Key Takeaways

  • การจัดฟันสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะใหญ่ ๆ คือ ขั้นตอนการวางแผน กระบวนการจัดฟัน และการคงสภาพฟัน ซึ่งสามารถแตกแยกย่อยได้อีก 8 ขั้นตอนย่อย
  • ก่อนจัดฟันจะต้องมีการเคลียร์ช่องปากให้เรียบร้อยแล้วติดเครื่องมือ เช่น การขูดหินปูน อุดฟัน หรือถอนฟันในบางเคสก่อนติดเครื่องมือจัดฟัน
  • วันติดเครื่องมือจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไม่เจ็บและอาจรู้สึกไม่ชินหรือปวดตึงได้ในช่วง 3-5 วันแรก
  • หลังติดเครื่องมือแล้วแพทย์จะมีการนัดปรับเครื่องมือในทุก ๆ 4-6 สัปดาห์
  • หลังจัดฟันเสร็จและถอดเครื่องมือไม่ใช่การสิ้นสุด แต่หลังทำจะต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟัน
  • ก่อนติดเครื่องมือจัดฟันจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากราคาแพ็กเกจการจัดฟัน เช่น การเคลียร์ช่องปาก การเอกซเรย์เป็นต้น

ทำไมต้องรู้ขั้นตอนการ & การเตรียมตัวก่อนจัดฟันครั้งแรก

การศึกษาข้อมูลขั้นตอนการจัดฟันอย่างละเอียดให้ถี่ถ้วนล่วงหน้าก่อนการจัดฟัน จะช่วยลดความกังวลใจและความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่จัดฟันครั้งแรกได้ และยังทำให้เราสามารถมีการวางแผน การเตรียมใจ เตรียมเวลาทั้งเวลาในการรักษาและเวลามาพบแพทย์ รวมถึงเตรียมค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นยังช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมกับการรับมือจากความเจ็บในการจัดฟันได้ดียิ่งขึ้น

ภาพรวม Timeline & ค่าใช้จ่าย 8 ขั้น

📷 จุดแทรกรูปประกอบ #1 — แทนที่ด้วย Image block

*ราคาและระยะเวลาด้านล่างนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณเพื่อทำให้มองเห็นภาพรวม ทั้งนี้ราคา ระยะเวลาจะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของสุขภาพฟันแต่ละคนรวมไปถึงราคาโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก

ขั้นตอนระยะเวลาที่ใช้ความถี่ในการพบแพทย์ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
1. ปรึกษาแพทย์30-45 นาทีครั้งเดียวในตอนเริ่มต้นฟรี-500 บาท
2. ตรวจสุขภาพช่องปาก30 นาทีครั้งเดียว500-1,000 บาท
3. X-ray และ พิมพ์ปาก45-60 นาทีครั้งเดียว2,000-4,000 บาท
4. เคลียร์ช่องปาก2-4 สัปดาห์1-3 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับแต่เคส)1,000-10,000 บาทขึ้นไป
5. ติดเครื่องมือจัดฟัน1-2 ชั่วโมง1-2 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์)ตามเงื่อนไขของแต่ละคลินิก
6. ดูแลตัวเองระหว่างจัดฟันตลอดเวลาการจัดฟันตลอดเวลาในการจัดฟัน–
7. มาตามนัดปรับเครื่องมือจนกว่าฟันจะเข้าที่ตามแผนการรักษาทุก 4-6 สัปดาห์จ่ายรายเดือนตามแพ็กเกจของแต่ละคลินิก
8. ถอดเครื่องมือ และใส่รีเทนเนอร์1-1.5 ชั่วโมงวันถอดเครื่องมือ 1 ครั้งและนัดเช็กอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งถอดเครื่องมือฟรี แต่มีค่ารีเทนเนอร์ประมาณ 3,000-6,000 บาท
รวมตลอดคอร์สประมาณ 1.5-3 ปีขึ้นกับระดับความซับซ้อนของเคส และวินัยในการเข้าพบแพทย์ประมาณ 43,000-75,000 บาท (ขึ้นอยู่สภาพฟัน)

8 ขั้นตอนการจัดฟันครั้งแรก (แบบละเอียด)

การจัดฟันจะแบ่งออกได้เป็น 8 ขั้นตอนย่อย ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีรายละเอียดดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : การปรึกษาหรือประเมินกับทันตแพทย์เฉพาะทางด้านการจัดฟัน

เป็นขั้นตอนที่คนไข้จะต้องเข้าพบทันตแพทย์เฉพาะทางด้านการจัดฟัน เพื่อให้แพทย์ทำการประเมินปัญหาของฟันว่าเหมาะสมกับการจัดฟันหรือไม่ โดยจะมีการอธิบายแนวทางการรักษาว่าหากจัดฟันจะต้องมีแผนการอะไรบ้าง ทั้งการเตรียมตัว ระหว่างทำ และหลังจัดฟัน รวมไปถึงแจ้งราคาค่าใช้จ่ายแบบภาพรวม เพื่อให้คนไข้ทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจทำ

ข้อดีของการปรึกษาก่อนเริ่มจัดฟัน

  1. ได้ทราบถึงปัญหา ระดับความซับซ้อนของเคส และทราบว่าเราเหมาะกับการจัดฟันหรือไม่
  2. ทำให้มองเห็นภาพรวมของแผนการรักษาไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นได้อย่างละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
  3. สามารถถามข้อมูลสงสัยกับทันตแพทย์ได้อย่างตรง ๆ ก่อนตัดสินใจ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ถี่ถ้วนและถูกต้องที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจสุขภาพช่องปากก่อนเริ่มจัดฟัน

หลังจากที่ตัดสินใจจะจัดฟันและทราบถึงผลการประเมินของทันตแพทย์แล้ว จะเป็นขั้นตอนการตรวจสุขภาพช่องปากทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตรวจเหงือก หินปูน ฟันผุและปัญหาช่องปากอื่น ๆ ที่ต้องจัดการก่อนเริ่มจัดฟัน

ข้อดีของการตรวจสุขภาพช่องปากก่อน

  1. ช่วยให้แพทย์มองเห็นรอยโรคหรือปัญหาที่ซ่อนอยู่ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
  2. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาฟันผุที่อาจลุกลามขึ้นได้ในระหว่างจัดฟัน
  3. ช่วยประเมินงบประมาณในการรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 : X-ray, พิมพ์ปาก และการวางแผนการรักษาเฉพาะเคส

ขั้นตอนนี้จะเป็นการถ่ายภาพเอกซเรย์โครงสร้างของกระดูกขากรรไกรและรูปหน้า ควบคู่ไปกับการพิมพ์ปากหรือสแกนฟันแบบ 3 มิติ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นถึงโครงสร้างทั้งหมด และนำมาประมวลผลเพื่อวางแผนการเคลื่อนที่ของตัวฟัน พร้อมต้องแจ้งว่าเราจำเป็นที่จะต้องถอนฟันด้วยหรือไม่

ข้อดีของการวางแผนเฉพาะเคส

  1. ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาให้เหมาะกับโครงสร้างของใบหน้าเราได้
  2. ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นปัญหาฟันที่เห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า เช่น ฟันฝัง
  3. ทำให้แพทย์สามารถออกแบบแผนการเคลื่อนฟันได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และลดความเสี่ยงของการเกิดรากฟันละลายได้

ขั้นตอนที่ 4 : เคลียร์ช่องปากก่อนติดเครื่องมือ

เป็นขั้นตอนการจัดการปัญหาช่องปากให้เรียบร้อยก่อนติดเครื่องมือจัดฟัน เช่น การขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน รักษารากฟัน ตามการประเมินของแพทย์

ข้อดีของการเคลียร์ช่องปากอย่างละเอียด

  1. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุที่ลุกลามขึ้นได้ในระหว่างการจัดฟัน หรือหลังจากติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว
  2. ถือเป็นการดูแลสุขภาพช่องปากไปในตัว
  3. เพราะหากพบปัญหาฟันผุหลังจากที่จัดฟันไปแล้วจะทำให้การรักษายุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 : ติดเครื่องมือจัดฟัน

จะเป็นขั้นตอนการติดอุปกรณ์การจัดฟันตามประเภทการจัดฟันที่เลือก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก่อนติดเครื่องมือแพทย์จะมีการทำความสะอาดผิวฟันและใช้น้ำยาเฉพาะในการติดลวดและตัวแบร็กเก็ต (Brackets) ลงบนซี่ฟันทีละซี่ก่อน ซึ่งในบางคลินิกอาจจะมีการคิดเครื่องมือแบบทีเดียวหรือฟันบนและล่างพร้อมกัน แต่ก็มีบางคลินิกที่ติดแยกฟันบนและล่างในคนละวันกัน ซึ่งในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง

สิ่งที่ต้องเจอหลังติดเครื่องมือ

ในช่วง 3-5 วันแรกอาจพบอาการตึงหรือปวดบริเวณที่ฟันได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเพราะเครื่องมือจัดฟันเริ่มออกแรงเคลื่อนฟันแล้ว สิ่งที่ควรเตรียมตัวก็คือการ การเตรียมขี้ผึ้งจัดฟัน (wax) เอาไว้เพื่อปิดในจุดที่เครื่องมือมีการเสียดสีกับผิวในช่องปาก และหากพบอาการปวดมาก ๆ สามารถทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์ได้

ขั้นตอนที่ 6 : เตรียมพร้อมเรื่องเวลา วินัย และการดูแลตัวเอง

เป็นขั้นตอนหลังจากที่ติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว ซึ่งคนไข้เองจะต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง เช่น หมั่นทำความสะอาดฟัน แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน เลี่ยงการทานอาหารที่แข็ง เหนียว เคี้ยวยาก หรือหากแพทย์ให้ใส่ยางดึงก็ใส่ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ข้อดีของการมีวินัยระหว่างจัดฟัน

  1. ช่วยป้องกันฟันผุในระหว่างการจัดฟัน
  2. ช่วยทำให้ฟันเคลื่อนที่ตามแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
  3. ช่วยลดโอกาสเครื่องมือหลุดหรือชำรุดในระหว่างจัดฟันที่ทำให้อาจจะต้องเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มได้

ขั้นตอนที่ 7 : พบทันตแพทย์เพื่อติดตามหรือปรับเครื่องมือ

หลังจากที่ติดเครื่องมือเสร็จแล้ว ทันตแพทย์จะมีการนัดคนไข้เข้ามาพบเป็นระยะ ๆ ประมาณทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ (หรือในบางเคสอาจนานถึง 8 สัปดาห์) เพื่อตรวจดูความคืบหน้าของการรักษา การเปลี่ยนยาง เปลี่ยนลวด หรือปรับแรงดึงตามการเคลื่อนที่ของฟัน ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะการจัดเรียงฟัน : เป็นการค่อย ๆ จัดเรียงฟันให้เข้าแถวและมีระดับที่เสมอกัน
  2. ระยะการแก้การสบฟัน : เป็นการปิดช่องห่าง และปรับการสบฟันบนและล่าง อาจจะต้องมีการใช้ยางดึงฟันเพื่อช่วยเสริมแรงในบางเคส
  3. ระยะการปรับแบบละเอียด : เป็นการปรับตำแหน่งฟันและการสบฟันให้เรียบร้อยก่อนถอดเครื่องมือ

ข้อดีของการมาตามนัดทุกครั้ง

  1. ทำให้ทันตแพทย์ควบคุมแรงในการเคลื่อนที่ของฟันได้ตามแผน
  2. ในกรณีเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการรักษาสามารถแก้ไขได้ทัน
  3. ทำให้ระยะเวลาในการรักษาเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ขั้นตอนที่ 8 : ถอดเครื่องมือจัดฟัน

หลังจากที่ฟันเข้าที่ตามแผนการรักษาแล้ว ทันตแพทย์จะทำการถอดเครื่องมือจัดฟันออก พร้อมขัดคราบกาวที่เคลือบบนผิวฟัน ในบางรายอาจมีการดูแลช่องปาก เช่น การขูดหินปูนเพิ่มเติมตามการประเมินของแพทย์ จากนั้นก็จะทำการพิมพ์ปากหรือสแกนฟันสำหรับทำรีเทนเนอร์

ถอดเครื่องมือจัดฟันแล้วยังไม่จบ : เนื่องจากฟันพึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะขยับหรือเคลื่อนตัวได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันฟันล้มหรือฟันเคลื่อน

สิ่งที่คนมักไม่รู้ หรือพลาดในการจัดฟันครั้งแรก

  • จะต้องมีการเคลียร์ช่องปากก่อนไม่ใช่การติดเครื่องมือจัดฟันได้ทันที ซึ่งทำให้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาแพ็กเกจจัดฟัน
  • 3-5 วันแรกอาจพบอาการปวดตึงฟันได้ จึงแนะนำให้ทานอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
  • ควรขอขี้ผึ้งจัดฟันมีติดบ้านไว้ เผื่อในกรณีที่เครื่องมือมีการเสียดสีที่แก้มจนมีบาดแผลได้
  • ยางจัดฟันที่แพทย์ใช้มีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกใช้เอง
  • การจัดฟันบางครั้งอาจจะต้องใส่อุปกรณ์เพิ่ม เช่น มุดเพื่อช่วยตึงตัวฟัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกเคสโดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสม
  • การถอดเครื่องมือจัดฟันไม่ใช่จุดจบ เพราะต้องใส่รีเทนเนอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์

เช็กลิสต์การเตรียมตัวในวันติดเครื่องมือ

📷 จุดแทรกรูปประกอบ #2 — แทนที่ด้วย Image block

  • แนะนำทานอาหารให้อิ่มก่อนไปติดเครื่องมือ เพราะติดแรก ๆ อาจจะรู้สึกไม่ชินได้
  • แนะนำให้แปรงฟันและขัดฟันให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการ
  • เผื่อเวลาในการติดเครื่องมืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
  • เตรียมแปรงฟันขนนุ่ม หรือแปรงฟันสำหรับคนจัดฟันไว้
  • เตรียมอาหารอ่อนไว้ทานในช่วง 2-3 วันแรก
  • แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เรื่องการทานยาแก้ปวดให้เหมาะสมกับแต่ละคน

ขั้นตอนการดูแลหลังจัดฟัน

หลังจากที่จัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ห้ามละเลยอย่างเด็ดขาดนั้นก็คือ “การใส่รีเทนเนอร์ (Retainer)” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยคงสภาพฟันไม่ให้เคลื่อนตัวกลับหรือฟันล้มได้ ซึ่งปัจจุบันรีเทนเนอร์มีอยู่ 2 แบบหลัก ๆ คือ

  1. แบบที่ถอดได้ ซึ่งแบบนี้ก็สามารถแยกออกได้อีก 2 แบบหลัก ๆ คือ แบบลวด (Hawley Retainer) และแบบใส (Clear Retainer)
  2. แบบที่ใส่ติดแน่นด้านในฟัน จะเป็นการติดเครื่องมือไว้ด้านในของฟันคล้ายกับการจัดฟัน แต่ว่าจะไม่สามารถมองเห็นรีเทนเนอร์จากภายนอกได้

ทำไมต้องใส่รีเทนเนอร์

เนื่องจากหลังจากฟันเสร็จ ส่วนเหงือกและกระดูกรอบฟันยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่ของฟัน จึงจำเป็นที่จะต้องใส่รีเทนเนอร์ที่ยึดฟันไว้ที่เดิมไม่ให้เคลื่อนเพื่อรอให้เหงือกและกระดูกปรับเข้ากับตำแหน่งใหม่ของฟันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากไม่ใส่ก็อาจมีโอกาสที่ต้องจัดฟันซ้ำรอบ 2 ได้

ต้องใส่นานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้วทันตแพทย์จะแนะนำให้ใส่ตลอดเวลาในช่วงแรก โดยถอดออกแค่ตอนทานอาหารและตอนแปรงฟันเท่านั้น แล้วจากนั้นจึงค่อย ๆ ลดลงเป็นใส่แค่ตอนนอนเท่านั้น และจะมีการนัดติดตามเป็นระยะซึ่งการนัดแพทย์นั้นจะเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแล

การดูแลรีเทนเนอร์

  • ล้างทำความสะอาดทุกวันด้วยแปรงขนนุ่มและน้ำสะอาด
  • ไม่ควรแช่รีเทนเนอร์ในน้ำร้อน เพราะอาจทำให้เสียรูปได้
  • หลังจากถอดให้เก็บใส่กล่องให้เรียบร้อยป้องกันการสูญหาย
  • พกรีเทนเนอร์ไปด้วยทุกครั้งที่แพทย์นัด
  • หากรีเทนเนอร์หัก แตก หรือใส่แล้วไม่พอดีให้รีบติดต่อกลับที่คลินิกอย่างทันที
  • สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดรีเทนเนอร์เพื่อลดกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ได้ ตามคำแนะนำของแพทย์

การดูแลช่องปากหลังจัดฟัน

  • ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • เลือกใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์
  • ควรเข้าตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนในทุก ๆ 6 เดือน
  • ควรใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: จัดฟันเจ็บไหม?

A: ในตอนติดเครื่องมืออาจไม่พบอาการเจ็บ แต่จะรู้สึกเจ็บในช่วงที่มีการดึงลวดหรือปรับเครื่องมือ ซึ่งอาการเจ็บจะพบในช่วง 3-5 วันแรกเท่านั้นจากนั้นอาการก็จะค่อย ๆ หายดีขึ้นตามลำดับ

Q: ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนจัดฟัน?

A: แนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์เพื่อทราบถึงรายละเอียดการจัดฟันที่แน่ชัด และหมั่นดูแลความสะอาดช่องปากให้ดี เพื่อป้องกันฟันผุที่อาจทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ รวมไปถึงศึกษาข้อมูลรายละเอียดการจัดฟัน เตรียมงบประมาณให้ครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายแฝง หรือหากต้องการทราบราคาที่แน่ชัดควรนัดเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ทราบก่อนตัดสินใจทำได้

Q: จำเป็นต้องถอนฟันไหม?

A: ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของฟันและโครงสร้างขากรรไกรของแต่ละคน ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแจ้งคนไข้เองว่าจะต้องถอนฟันหรือไม่

Q: ราคารวมค่าจัดฟันเท่าไหร่?

A: ราคาจะขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันที่เลือกใช้ ทำให้ราคามีตั้งแต่ 30,000-200,000 บาท โดยหากต้องการทราบราคาที่แน่ชัดจำเป็นจะต้องเข้าปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโดยเฉพาะ เนื่องจากราคาอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของเคส อุปกรณ์เครื่องมือที่เลือกใช้ ค่าเคลียร์ช่องปาก รวมไปถึงโปรโมชั่นแพ็กเกจจัดฟันของแต่ละคลินิกร่วมด้วย

Q: จัดฟันครั้งแรกกี่ขั้นตอน?

A: จัดฟันครั้งแรกจะมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนด้วยกันตามรายละเอียดด้านบน ซึ่งทั้งนี้ในคนไข้แต่ละคนอาจจะมีขั้นตอนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มเข้ามาได้ขึ้นอยู่กับปัญหาสภาพฟันของคนไข้แต่ละคน รวมไปถึงแผนการรักษาของทันตแพทย์แต่ละคนร่วมด้วย

บทสรุปขั้นตอนการจัดฟัน

การจัดฟันมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มจากขึ้นตอนการปรึกษา วางแผนการรักษา เคลียร์ช่องปาก ติดเครื่องมือ การดูแลตัวเองระหว่างจัดฟัน การมาตามนัดแพทย์เพื่อปรับเครื่องมือไปจนถึงการถอดเครื่องมือและใส่รีเทนเนอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1.5-3 ปีขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนของแต่ละเคส ซึ่งในการจัดฟันทุกรูปแบบสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือการศึกษาข้อมูลรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการทำให้ถี่ถ้วนหรือเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อทราบถึงปัญหาและแนวทางการจัดฟันให้เหมาะสมกับเรา เพื่อให้สามารถเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเวลาและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม

หากท่านใดมีความประสงค์อยากจะจัดฟัน แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน แนะนำให้เข้าปรึกษากับทันตแพทย์ของ Seoul Dental Clinic เพื่อประเมินสภาพฟันและอธิบายแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณได้ โดยสามารถติดต่อสำรองคิวหรือสอบถามได้ทาง